กระทู้นี้ประกอบด้วย 0 ข้อความตอบกลับ มี 1 เสียง และอัปเดตครั้งสุดท้ายโดย  betaglucan-maho 1 ปี, 7 เดือน มาแล้ว

กำลังดู 1 ข้อความ - 1 ผ่านทาง 1 (ของทั้งหมด 1)
  • ผู้เขียน
    ข้อความ
  • #1157 ตอบกลับ

    betaglucan-maho
    Keymaster

     sle_betaglucan-maho

    โรค SLE (Systemic Lupus Erythematosus), โรคแพ้ภูมิตัวเอง, โรคพุ่มพวงโรคลูปัส จัดเป็นโรคที่เรื้อรังชนิดหนึ่ง ที่อยู่ในกลุ่มภูมิคุ้มกันผิดเพี้ยน  เกิดจากการที่ผู้ป่วยมีการผลิตโปรตีนของภูมิคุ้มกันในเลือดที่เรียกว่า “แอนติบอดี้” ขึ้นมามากเกินปกติ ทำให้เกิดปัญหาในอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายไม่ว่าทั้งทางตรงและทางอ้อม กล่าวก็คือ จากปกติที่ภูมิคุ้มกันในร่างกายจะต่อต้านเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม เช่น แบคทีเรีย หรือไวรัสจากภายนอกร่างกาย แต่กลับต่อต้านร่างกายของตัวเอง จนทำให้เกิดการอักเสบที่อวัยวะต่างๆ ถ้าเป็นรุนแรงจะมีการทำลายอวัยวะภายในด้วย เช่น ไต หัวใจ ปอด และระบบประสาท

    สำหรับความรุนแรงของโรคจะแตกต่างกันไปในแต่ละคนบางคนเป็นรุนแรง บางคนเป็นไม่รุนแรง และในรายที่เป็นไม่รุนแรงวันดีคืนดีก็จะเป็นรุนแรงขึ้นมาได้อีก ในปัจจุบันโรคนี้ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมอาการของโรคให้สงบ และดำเนินชีวิตได้ตามปกติหากรักษาได้ทันท่วงที

    ทั้งนี้ ผู้ป่วยด้วยโรคแอสเอลอี ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงวัยสาวถึงวัยกลางคน อายุระหว่าง 20-45 ปี อายุเฉลี่ยประมาณ 30 ปี โดยผู้หญิงมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ชายประมาณ 9:1 และพบได้ในทุกเชื้อชาติ แต่จะพบในคนผิวดำและผิวเหลืองมากกว่าผิวขาว โดยเฉพาะบริเวณเอเชียตะวันออก เช่น ไทย, สิงคโปร์, มาเลเซีย, ฮ่องกง และจีน

    อาการของ โรคSLE

    โรคSLE เป็นโรคที่มีลักษณะการแสดงออกได้หลากหลาย อาจมีอาการเฉียบพลันและรุนแรง หรือมีอาการค่อยเป็นค่อยไปเป็นช่วงระยะเวลานานหลายปี หรืออาจมีอาการแสดงออกของหลายอวัยวะในร่างกายพร้อมๆ กัน หรือมีการแสดงออกเพียงอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งทีละอย่างก็ได้ โดยอาการที่พบบ่อยนั้น ได้แก่ มีไข้ ผื่นขึ้นที่ใบหน้า เกิดแผลในปาก ผมร่วง มีอาการปวดข้อ บางครั้งก็เป็น พอรักษาก็หายไป แต่แล้วก็เป็นขึ้นมาอีก ส่วนอาการอื่นๆ มีดังนี้
    • อาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลด เป็นอาการที่พบได้บ่อยในขณะโรคกำเริบ
    • อาการทางผิวหนังและเยื่อบุช่องปาก ในระยะเฉียบพลันที่พบได้บ่อยที่สุด คือ ผื่นรูปปีกผีเสื้อ ลักษณะเป็นผื่นบวมแดงนูนบริเวณโหนกแก้มและสันจมูก ผื่นจะเป็นมากขึ้นเมื่อถูกแสงแดด ปลายเท้าซีดเขียวเมื่อถูกน้ำหรืออากาศเย็น ผมร่วง มีแผลในปาก
    • อาการทางข้อและกล้ามเนื้อ เป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุด ส่วนใหญ่เป็นอาการปวดข้อมากกว่าลักษณะข้ออักเสบ มักเป็นบริเวณข้อเล็กๆ ของนิ้วมือ ข้อมือ ข้อไหล่ ข้อเท้า หรือข้อเข่า เป็นเหมือนๆ กันทั้ง 2 ข้าง ร้อยละ 17-45 พบอาการปวดกล้ามเนื้อ
    • อาการทางไต ผู้ป่วยบางรายมาพบแพทย์ด้วยอาการทางไตเป็นอาการนำ อาการแสดงที่สำคัญของไตอักเสบจากลูปัส ได้แก่ บวม ปัสสาวะเป็นฟอง ตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะ ความดันโลหิตสูง
    • อาการทางระบบเลือด อาการที่พบได้แก่ อ่อนเพลียหน้ามืดจากภาวะซีด เม็ดเลือดขาวต่ำ ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย และเกร็ดเลือดต่ำ อาจพบจุดจ้ำเลือดออกตามตัวได้
    • อาการทางระบบประสาท อาการที่พบได้ คือ อาการชักและอาการทางจิต นอกจากนี้อาจมีอาการปวดศรีษะรุนแรง หรือมีอ่อนแรงของแขนขา อาจพบได้ในระยะที่โรคกำเริบ
    • อาการทางปอดและเยื่อหุ้มปอด อาการที่พบบ่อย คือ เยื่อหุ้มปอดอักเสบ อาการแสดงคือเจ็บหน้าอก โดยเฉพาะเวลาหายใจเข้าสุด ตรวจพบมีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด บางรายมีอาการปอดอักเสบซึ่งต้องแยกจากปอดอักเสบติดเชื้อ
    • อาการทางระบบหัวใจและหลอดเลือด ที่พบบ่อยคือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ซึ่งมักพบร่วมกับเยื่อหุ้มปอดอักเสบ ผู้ป่วยจะมาด้วยอาการ เจ็บหน้าอก มีน้ำในช่องเยื่อหุ้มหัวใจ เหนื่อยง่าย โรคหลอดเลือดหัวใจส่วนใหญ่เป็นผลมาจากภาวะหลอดเลือดแข็งจากการได้รับยาสเตียรอยด์นานๆ นอกจากนี้ภาวะความดันโลหิตสูง ก็เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยจากไตอักเสบเรื้อรัง และจากการได้รับยาสเตียรอยด์
    • อาการทางระบบทางเดินอาหาร ไม่มีอาการที่จำเพาะสำหรับโรคลูปัส อาการที่พบบ่อย ได้แก่ คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดท้อง ซึ่งเป็นผลจากการใช้ยารักษาโรคลูปัส เช่น NSAIDS ยาสเตียรอยด์ อาการยังคงอยู่ได้แม้จะหยุดยาไปเป็นสัปดาห์

    สาเหตุของ โรคSLE

    ในปัจจุบัน ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรคเอสแอลอีแน่ชัด แต่จากหลักฐานทางการวิจัยพบว่า โรคนี้มีความเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์, ฮอร์โมน และการติดเชื้อโรค (โดยเฉพาะเชื้อไวรัส) นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยบางอย่างที่ทำให้ผู้ป่วยที่เป็นหรือมีโอกาสเป็นโรคเอสแอลอี มีอาการรุนแรงขึ้น เช่น แสงแดด โดยเฉพาะแสงอุลตร้าไวโอเลต การตั้งครรภ์ และยาบางชนิด
    1. พันธุกรรม พบว่าในแฝดจากไข่ใบเดียวกันมีโอกาสเกิดโรคนี้ถึงร้อยละ 30-50 และร้อยละ 7-12 ของผู้ป่วยเอสแอลอี เป็นญาติพี่น้องกัน เช่น แม่และลูกสาว หรือในหมู่พี่น้องผู้หญิงด้วยกัน
    2. ติดเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรีย แต่จนถึงปัจจุบัน ยังไม่สามารถค้นพบเชื้อแบคทีเรียและไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคนี้ได้
    3. ฮอร์โมนเพศโดยเฉพาะเอสโตรเจน โรคที่พบมากในสตรีวัยเจริญพันธุ์ บ่งชี้ว่าน่าจะมีความสัมพันธ์กับฮอร์โมนเพศ นอกจากนี้ความรุนแรงของโรคยังแปรเปลี่ยนตามการมีครรภ์ ประจำเดือน และการใช้ยาคุมกำเนิด
    4. แสงแดดและสารเคมี ยาบางอย่างเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรม โรคแสดงอาการของโรคนี้ได้

    การรักษา

    ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาใดที่ทำให้หายขาดได้ แต่การปฏิบัติตัวที่ดี การเลือกใช้ยาที่ถูกต้องทั้งชนิด ขนาด และช่วงเวลาที่เหมาะสม จะสามารถควบคุมอาการของโรคนี้ได้ การรักษาด้วยยายากลุ่ม NSAIDS และยาต้านมาลาเรีย (คลอโรควีนและไฮดรอกซีคลอโรควีน) ในผู้ป่วยที่มีอาการเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่มีปัญหาต่อการดำเนินชีวิตประจำวันมากนัก เช่น ผู้ป่วยที่มีอาการอย่างโรคตามทางผิวหนัง มีผื่นที่หน้า ปวดข้อและปวดกล้ามเนื้อ โดยที่ผลการตรวจทางปัสสาวะปกติ อย่างไรก็ตามในกรณียาเหล่านี้ควบคุมอาการไม่ได้ อาจให้ยาสเตียรอยด์ในขนาดต่ำๆ (prednisolone < 10 มิลลิกรัม /วัน) ร่วมด้วย เมื่อควบคุมโรคได้จึงค่อยลดยาลง
    ยาสเตียรอยด์ เช่น prednisolone เป็นยาหลักที่ใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการอักเสบของอวัยวะสำคัญต่างๆ จากโรคลูปัส แพทย์จะปรับขนาดของยาตามอาการและผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ถ้าไม่ได้ผลอาจต้องให้ยากดระบบภูมิคุ้มกันอื่นๆ ร่วมด้วย

    ปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อป่วยเป็น โรคSLE

    1. ในระยะแรกต้องได้รับการรักษาด้วยยา ต้องรับประทานยาตามขนาดและระยะเวลาที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด
    2. ควรพยายามอย่าให้ผิวหนังถูกแสงแดดโดยตรง ควรใส่หมวกปีกกว้าง กางร่ม และสวมใส่เสื้อแขนยาวเวลาที่จำเป็นต้องออกแดด
    3. ทำจิตใจให้สบาย ไม่ควรเครียด ถ้อถอย เศร้าใจ หรือกังวลใจ เพราะทำให้อาการกำเริบได้ ควรมีกำลังใจและมีความอดทนต่อการรักษา
    4. เสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารประเภท เนื้อสัตว์ ไข่ นม ผักและผลไม้ต่างๆ มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้พอเพียง
    5. เนื่องจากผู้ป่วยเอสแอลอี มีโอกาสติดเชื้อโรคได้ง่ายจึงต้องคอยระวังตัว ไม่เข้าใกล้ผู้อื่นที่กำลังเป็นโรคติดต่อ เช่น โรคหวัด พยายามไม่อยู่ในที่ผู้คนแออัด นอกจากนี้อาหารที่รับประทานทุกชนิดควรเป็นอาหารที่สะอาดและต้มสุกแล้ว
    6. ทำตามคำแนะนำของแพทย์ พยาบาล และไปรับการตรวจตามนัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อประโยชน์ในการรักษาและประเมินความรุนแรงของโรค และผลการรักษาแพทย์จะได้พิจารณา ให้การรักษาได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
    7. ไม่ควรเปลี่ยนแพทย์ผู้รักษาบ่อยๆ เพราะแพทย์คนใหม่อาจจะไม่ทราบรายละเอียดของอาการเจ็บป่วย ทำให้เกิดความล่าช้าในการวินิจฉัยและการรักษา อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน หรืออาจเป็นอันตรายได้
    8. ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง เพราะจะมีโอกาสแพ้ยาได้บ่อยและรุนแรงกว่าคนธรรมดา
    9. ไม่ควรเพิ่มหรือลดขนาดยาเอง
    10. ถ้ามีอาการผิดปกติ มีไข้ หรือไม่สบาย ควรรีบกลับไปปรึกษาแพทย์ผู้รักษาทันที หรือหากจะไปหาแพทย์อื่น ควรนำยาที่กำลังรับประทานอยู่ไปให้แพทย์ดูด้วยทุกครั้ง เพื่อว่าแพทย์จะได้จัดยาได้ถูกต้องและสอดคล้องกับยาประจำที่รับประทานอยู่
    11. ผู้ป่วยหญิงที่แต่งงานแล้ว ไม่ควรมีบุตรในระยะที่โรคกำเริบ เพราะจะเป็นอันตรายต่อแม่และเด็กในครรภ์ ไม่ควรใช้ยาคุมกำเนิด เพราะอาจจะทำให้อาการของโรคกำเริบขึ้น ควรเลี่ยงใช้วิธีอื่น­ๆ แทนโดยการปรึกษาแพทย์ ผู้ป่วยจะสามารถตั้งครรภ์ได้ เมื่อพ้นระยะที่โรคมีความรุนแรงแล้ว แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการตั้งครรภ์และขณะตั้งครรภ์ควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์

    โรคSLE คุณตั๊กกับการใช้มะโฮ เบต้ากลูแคน จากที่เคยคิดฆ่าตัวตาย ตอนนี้ดีขึ้นแล้วและกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ
    case review SLE_maho betaglucan

    สวัสดีค่ะ เป็นอีกหนึ่งคนที่ทานมะโฮแล้วผลลัพธ์ออกมาดีมากค่ะ แนะนำตัวก่อนเลยนะคะ ชื่อตั๊กค่ะ อายุ28ปี ป่วยเป็นโรคSLEหรือแพ้ภูมิตัวเองค่ะ เริ่มแรกเมื่อ 15 พ.ย. 2556 มีอาการปวดหัว มีไข้สูง วูบบ่อยๆ พอทานยาอาการดีขึ้น แต่สักพักก็กลับมาเป็นไข้อีก ไปหาหมอหลายที่มากแต่ก็ไม่หาย ที่สำคัญเป็นมาเป็นเดือนๆยังไม่หาย จนคุณแม่พาไปหาหมอที่คลินิกใกล้บ้าน หมอท่านนี้เก่งมาก มองหน้าปุ๊บก็บอกให้เจาะเลือดเลย แล้วให้รอผลเลือดตอนเย็น ตอนเย็นคุณหมอโทรมาบอกว่า”คุณซีดมากเลยนะ คุณต้องไปให้เลือดเพราะเลือดคุณมีแค่ 19 % ซึ่งปกติคนเราต้องมีเลือด 34-36% คุณต้องรีบไปให้เลือดนะ” วันนั้นก็อึ้งๆไปเลยค่ะ ก็เลยโทรไปบอกคุณแม่ตามที่คุณหมอบอก ก็ต้องรอวันจันทร์อีกเพราะรพ.ปิดเสาร์-อาทิตย์ ทำไงดีๆ จนเช้าวันอาทิตย์ตื่นขึ้นมาแม่ทักก่อนเลยค่ะว่าไหวมั๊ย แล้วก็วูบไปค่ะ วันที่ 22 ธ.ค. 2556 ก็เลยได้แอดมิทที่รพ.สิรินธรด้วยอาการซีดเกร็ดเม็ดเลือดแดงแตก ตอนแรกก้องงๆนะคะว่าเป็นได้ไง จนวันที่จะออกจากรพ.คุณหมอบอกว่า คุณต้องไปตรวจSLEนะ ยิ่งงงไปใหญ่เลยSLEคืออะไร นึกไปนึกมาโรคพุ่มพวงนี่นา แล้วพุ่มพวงก็เสียด้วยโรคนี้ คราวนี้ยิ่งทำให้กลัวไปใหญ่เลยค่ะ พอกลับมาบ้านได้1สัปดาห์ก็เริ่มมีอาการเบลอๆ เพ้อๆ พูดคนเดียว เหม่อลอย ซึมๆ แล้วก็ชักและเป็นอัมพาต 2 วัน จนต้องเข้าฉุกเฉินที่รพ.จุฬา คุณหมอก็ทำการตรวจด้วยCT SCAN ,MRI, เจาะเลือด,เจาะไขสันหลัง,ตรวจคลื่นสมองไฟฟ้า, อะไรทีเค้าว่าน่ากลัวๆแพงๆได้ทำหมดค่ะ จนคุณหมอให้แอดมิทอีกรอบและตรวจอย่างละเอียด คุณหมอบอกว่าเข้าข่ายเป็นSLEนะ ตอนนั้นน้ำตาร่วงเลยค่ะ กลัวตาย อยากอยู่กับพ่อแม่นานๆ พออาการเริ่มดีขึ้น คุณหมอก็จ่ายยาให้เยอะมากๆ เป็นยากดภูมิและแก้อักเสบของอวัยวะต่างๆ พอกลับมาที่บ้านสังเกตดูตัวเองว่าทำไมแขนขามันลีบ แต่ท้องป่องๆ แถมขาก้อไม่ค่อยมีแรง ต้องหัดเดินอีก แถมไอ้ที่ท้องป่องๆก็ไม่ยุบด้วย ไม่ถ่าย ไม่ผายลม เหมือนลูกโป่ง กินไปแล้วพออาหารย่อยท้องก็ไม่ยุบ ผิวก็คล้ำป็นขรุเหมือนรังแค พอลูบทีร่วงเหมือนเกร็ดหิมะ ส่องกระจกดูสารรูปตัวเอง ร้องไห้ทุกวัน อยากตายทุกวัน รับสภาพที่ตัวเองเป็นไม่ได้ แม่เห็นเราท้อแม่ก็สงสาร เพราะร้องไห้และบ่นอยากจะตายทุกวัน บอกแม่ว่าคราหน้าถ้าหนูเป็นอีกให้หนูตายไปเลยนะ มันทรมาน พอผ่านไป 10 วัน ด้วยอาการที่ไม่ถ่ายเลย ไม่ผายลม แม่ก็สรรหายาระบายทุกชนิดมาให้ทานก็ไม่ถ่าย ท้องก็ป่องขึ้นๆเหมือนคนท้อง ทุกๆวันต้องกังวนกับการขัยถ่าย บางครั้งต้องบังคับให้ตัวเองถ่ายด้วยการเบ่ง ซึ่งไม่ดีเลย ทำให้ปวดหัวมาก แม่สงสารเรามากก็สรรหาสารพัดอาหารเสริมมาให้กิน เพื่อที่เราจะได้หายแพงบ้างถูกบ้าง แต่ก็ไม่ดีขึ้น จนเจ้านายของแม่บอกว่าลองเอานี่ไปกินดูสิ เค้าบอกว่าดีนะ ตอนแรกก็ไม่กินค่ะโมโหก็คิดว่านี่เราคนป่วยนะยังจะให้เป็นหนูทดลองยาอีกที่เป็นอยู่ก็ทรมานอยู่แล้ว จะเอาอะไรอีก ก็เอาเจ้ามะโฮมาตั้งโชว์อยู่อาทิตย์นึง จ้องกันไปจ้องกันมสเหมือนโดนสะกดจิต ก็เลยคิดว่า เอาวะไหนๆก็ไหนๆละ ลองดูก็ได้ เกิดแค่ตาย ก็เลยลองทานค่ะ ปรากฏว่าทานไปซองแรกผายลมทั้งวันและถ่ายแบบท้องผูกมากถึงมากที่สุด 5 ครั้งในวันเดียว พอได้ผายลมก็เริ่มสบายท้องขึ้น ขากที่ไม่ผายลม ไม่ถ่ายมา 15 วัน ก็เริ่มๆคิดละว่าเฮ้ยไอ้มะโฮมันเจ๋งนะ เลยทานต่อเรื่อยๆ จนครบกำหนดที่หมอนัด ก็ไปพบหมอเพื่อตรวจดูผลเลือดว่าดีขึ้นมั๊ย ผลเลือดดีค่ะ แต่ยังไม่คิดว่าที่ผลเลือดดีเพราะอะไร จนทานไปได้ 1 เดือน เริ่มสังเกตตัวเองว่าขาเรามีแรงขึ้นนะ วิ่งออกกำลังกายได้สบายๆ จากผิวแห้งๆเป็นขรุยๆก็หายไป พอเริ่มทานได้ 2 เดือน แม่เริ่มทักวันดูดีขึ้นกว่าเก่าเยอะ ผิวดูดีขึ้นขาวขึ้น ทีนี้ครบกำหนดหมอนัดตรวจเลือด พอเจอคุณหมอ คุณหมอทักเลยว่าดูดีขึ้นนะ แอบดีใจนิดๆ และผลเลือดก้อออกมาดีค่ะ พอทานเข้าเดือนที่ 3 ชักเริ่มติดใจ ผิวก็สวย สุขภาพก็ดี แก้มมีเลือดฝาดจากปกติไม่มี ตาใสมาก ขับถ่ายปกติ นอนหลับสบาย ทานอีกๆจนเดือนที่ 4 ไปพบคุณหมออีก ตรวจเลือดผลเลือดออกมาดี ดีทุกอย่างเลย ตับดี ไตดี คุณหมอก็เลยบอกว่าน้อยคนนะจะได้ลดยาเร็วขนาดนี้ จากสเตียรอย 12 เม็ดเหลือ 3 เม็ดเนี่ย เราก็แอบยิ้มๆนะ คราวหน้าหมอให้ตรวจน้ำตาลในเลือดนะ เพราะน้ำหนักคุณขึ้น เอาล่ะทีนี้ทำไงดีๆ ผลเลือดดี แต่น้ำตาลในเลือดนี่สิแย่แล้วของหวานนี่ขาดไม่ได้เลย สงสัยต้องงดละ เริ่มวันนี้เลยละกัน พอบอกว่าให้งดของหวาน ก็ผลัดวันแล้ววันเล่า ก็ทำไม่ได้แถมหนักกว่าเดิม ทั้งเช้า กลางวัน เย็น เผลอๆมีก่อนนอน ตายแล้วๆพุ่งนี้ตรวจน้ำตาลในเลือด ซวยแล้วๆ โดนคุณหมอว่าแน่ๆ ปรากฎว่าน้ำตาลไม่ขึ้นค่ะ คุณหมอบอกว่าผลเลือดดี ตับดี ไตดี แสดงว่าไม่กินขนมเลยนะเนี่ย ที่ไหนได้จัดหนักๆเลยค่ะหมอ แล้วคุณหมอก็ลดยาให้เหลือ 2 เม็ด พอทานเข้าเดือนที่ 5 ก้อไปตรวจน้ำตาลอีก น้ำตาลก็ไม่ขึ้น แถมได้ลดยาเหลือ 1 เม็ด ก็แปลกใจว่าทำไมนะ พอเล่าให้พี่คนขายฟัง พี่เค้าบอกว่ามะโฮช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือด โห…มันเจ๋งอะ ไปหาหมอทุกครั้ง คุณหมอชอบถามว่า ปวดข้อมั๊ย เพลียมั๊ย เหนื่อยมั๊ย มีผื่นรึเปล่า ที่ว่ามาทั้งหมดไม่มีอาการเลยค่ะ คุณหมอจะชอบย้ำนะคะว่า เวลาออกแดดให้ใช้ครีมกันแดดนะ หลีกเลี่ยงแดด เดี๋ยวโรคกำเริบ เราก็ได้แต่ค่ะแล้วก็ยิ้ม อยากจะบอกเลยนะคะว่า ตั้งแต่กินมะโฮได้ 3 เดือน ท้าทายแดดตลอด ทำในสิ่งที่คุณหมอห้าม ทานทุกอย่างที่ขวางหน้า ใช้ชีวิตปกติ ไม่มีอาการกำเริบจนปัจจุบัน ตอนนี้เป็นSLEได้ 6 เดือนแล้ว สุขภาพแข็งแรง ล่าสุดที่พบคุณหมอ คุณหมอบอกว่าสดใสมากเลย เดือนหน้าจะถอดยาสเตีรอยออกละนะ ดีใจมากๆค่ะ ทุกวันนี้สุขภาพกายและใจดีมากๆ มีความสุขมากๆค่ะ เพื่อนๆก็ทักนะคะว่าไม่เหมือนคนป่วยเลย เหมือนคนอ้วนขึ้นมากกว่า ผิวก็สวย หน้าใสมาก ไปทำไรมา ปลื้มมากๆค่ะ เพื่อนๆแม่ที่ทำงานก็บอกว่าน่ารักขึ้น มันดีจริงๆนะคะ ไม่ได้โม้เลยค่ะ ทุกวันนี้แทบขาดมะโฮไม่ได้เลย ยอมรับเลยค่ะจากเมื่อก่อนหมดหวังแล้ว ถ้าตายตอนนั้นคงไม่ได้เจอมะโฮ พอได้ลองเค้า มันดีจิงๆ พอเราดีขึ้น สดใสขึ้น ร่าเริงขึ้น คนรอบข้างก็มีความสุขค่ะ ตอนนี้ใช้ชีวิตแทบจะเหมือนคนไม่ป่วยเกือบ 100% ทำกิจกรรมทุกอย่างได้ คนที่คิดอยากจะลองทานก็ไม่เสียหายนะคะ เพราะมันมาจากธรรมชาติ ปกติโดยส่วนตัวถ้าทานอาหารเสริมที่เป็นสารสังเคราะห์ ตัวจะดำขึ้นมาก เพนสะตับและไตทำงานหนักเกินไปค่ะ แต่พอทานมะโฮไม่มีอาการนั้นเลยค่ะ เพื่อสุขภาพกายและใจที่ดี เป็นอีกหนึ่งเสียงและอีกหนึ่งกำลังใจนะคะ สู้ๆค่ะ ^^ ขอบคุณมะโฮมากๆค่ะ

    คุณน้ำ เป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง(SLE) ก่อนหน้านี้อาการค่อนข้างรุนแรงคือไตเริ่มมีปัญหา ตัว แขน ขา หน้าบวม ร่างกายอ่อนแอ ส่วนหนึ่งมาจากการใช้ยากดภูมิเป็นระยะเวลานานด้วย จึงเริ่มมาหาข้อมูลตามเน็ต เริ่มศึกษาข้อมูลมะโฮ เริ่มทานได้ต่อเนื่อง 3 เดือน ปัจจุบันร่างกายแข็งแรง สดชื่น ตัวเบา ตรวจสุขภาพ ค่าเลือด ดีหมดทุกอย่าง  อาการค่อยๆ ดีขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้นตามลำดับ

    เสียงขอบคุณจากผู้ใช้มะโฮ เบต้ากลูแคน พี่แดงป่วยโรคSLE, ตับอักเสบและไมเกรน

    โรคSLE พี่แดงกับอาการป่วยโรคแพ้ภูมิตัวเอง นอนอยู่บนเตียง 3 เดือนเกือบไม่รอด มีอาการปวดและบวม ตามตัว หน้าคล้ำ ออกแดดไม่ได้ เป็นแผลที่บริเวณขา ปวดหัวไมเกรน ร่วมด้วย ก่อนหน้าไปหาหมอเป็นประจำทุกวันและรับประทานยาแพทย์แผนปัจจุบันไม่ได้เนื่องจากทานยาปฏิชีวนะตัวจะบวม หลังจากรับประทานมะโฮแล้วดีขึ้นเป็นลำดับและสามารถใช้ชีวิตได้ปกติสุขขึ้นตามลำดับ หลังจากที่ป่วยทรมานจากโรคมานาน

    การทำงานของเบต้ากลูแคน มะโฮ

    เบต้ากลูแคนจะปรับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายโดยให้ระบบภูมิคุ้มกัน (เม็ดเลือดขาว) ของร่างกายทำงานได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ จากภูมิคุ้มกันทำงานผิดเพี้ยน โดยจะไปลดสาร Cytokine IL-4 และ IL-5 ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการภูมิแพ้ อีกทั้งควบคุมไม่ให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานมากเกินไป ดังนั้นเบต้ากลูแคน(อาหารจากธรรมชาติ)จึงไม่มีความเป็นพิษเลยแม้แต่น้อย ซึ่งต่างกับการรักษาในแผนปัจจุบันทั่วไปคือ ให้ยากดภูมิต้านทานไม่ให้ทำงาน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อคนไข้ และมักจะเป็นพิษหรือส่งผลร้ายต่อร่างกายถ้าใช้ขนาดสูงๆ เบต้ากลูแคน จึงให้ประโยชน์อย่างยิ่งยวดกับคนไข้ที่เป็นโรคภูมิแพ้หรือภูมิต้านทานทำลายตนเอง

    การรับประทานเบต้ากลูแคน และการแนะนำ สำหรับผู้ป่วยโรคSLE

    สำหรับโรคSLE แนะนำเริ่มต้น 13,750 บาทครับ  มี 6 กล่อง ให้ทานวันละ 3-5 ซอง สำหรับผู้ที่อาการรุนแรงหรือแอ็ดมิท  แนะนำให้ทาน 3 เดือนขึ้นไป  อาการจะดีขึ้นเรื่อยๆตามลำดับ  หลังจากนั้นสามารถลดเหลือ 2 ซองและ 1 ซองได้ตามลำดับ คุณหมอจะลดยาลงมาจนหยุดยาหมอได้  ปรึกษาเพิ่มเติม สอบถามได้ครับ O94-612-2800 LINE ID: betaglucan-maho คุณโอห์ม
  • ผู้เขียน
    ข้อความ
  • #1157 ตอบกลับ

    betaglucan-maho
    Keymaster
    • Offline

     sle_betaglucan-maho

    โรค SLE (Systemic Lupus Erythematosus), โรคแพ้ภูมิตัวเอง, โรคพุ่มพวงโรคลูปัส จัดเป็นโรคที่เรื้อรังชนิดหนึ่ง ที่อยู่ในกลุ่มภูมิคุ้มกันผิดเพี้ยน  เกิดจากการที่ผู้ป่วยมีการผลิตโปรตีนของภูมิคุ้มกันในเลือดที่เรียกว่า “แอนติบอดี้” ขึ้นมามากเกินปกติ ทำให้เกิดปัญหาในอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายไม่ว่าทั้งทางตรงและทางอ้อม กล่าวก็คือ จากปกติที่ภูมิคุ้มกันในร่างกายจะต่อต้านเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม เช่น แบคทีเรีย หรือไวรัสจากภายนอกร่างกาย แต่กลับต่อต้านร่างกายของตัวเอง จนทำให้เกิดการอักเสบที่อวัยวะต่างๆ ถ้าเป็นรุนแรงจะมีการทำลายอวัยวะภายในด้วย เช่น ไต หัวใจ ปอด และระบบประสาท

    สำหรับความรุนแรงของโรคจะแตกต่างกันไปในแต่ละคนบางคนเป็นรุนแรง บางคนเป็นไม่รุนแรง และในรายที่เป็นไม่รุนแรงวันดีคืนดีก็จะเป็นรุนแรงขึ้นมาได้อีก ในปัจจุบันโรคนี้ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมอาการของโรคให้สงบ และดำเนินชีวิตได้ตามปกติหากรักษาได้ทันท่วงที

    ทั้งนี้ ผู้ป่วยด้วยโรคแอสเอลอี ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงวัยสาวถึงวัยกลางคน อายุระหว่าง 20-45 ปี อายุเฉลี่ยประมาณ 30 ปี โดยผู้หญิงมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ชายประมาณ 9:1 และพบได้ในทุกเชื้อชาติ แต่จะพบในคนผิวดำและผิวเหลืองมากกว่าผิวขาว โดยเฉพาะบริเวณเอเชียตะวันออก เช่น ไทย, สิงคโปร์, มาเลเซีย, ฮ่องกง และจีน

    อาการของ โรคSLE

    โรคSLE เป็นโรคที่มีลักษณะการแสดงออกได้หลากหลาย อาจมีอาการเฉียบพลันและรุนแรง หรือมีอาการค่อยเป็นค่อยไปเป็นช่วงระยะเวลานานหลายปี หรืออาจมีอาการแสดงออกของหลายอวัยวะในร่างกายพร้อมๆ กัน หรือมีการแสดงออกเพียงอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งทีละอย่างก็ได้ โดยอาการที่พบบ่อยนั้น ได้แก่ มีไข้ ผื่นขึ้นที่ใบหน้า เกิดแผลในปาก ผมร่วง มีอาการปวดข้อ บางครั้งก็เป็น พอรักษาก็หายไป แต่แล้วก็เป็นขึ้นมาอีก ส่วนอาการอื่นๆ มีดังนี้
    • อาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลด เป็นอาการที่พบได้บ่อยในขณะโรคกำเริบ
    • อาการทางผิวหนังและเยื่อบุช่องปาก ในระยะเฉียบพลันที่พบได้บ่อยที่สุด คือ ผื่นรูปปีกผีเสื้อ ลักษณะเป็นผื่นบวมแดงนูนบริเวณโหนกแก้มและสันจมูก ผื่นจะเป็นมากขึ้นเมื่อถูกแสงแดด ปลายเท้าซีดเขียวเมื่อถูกน้ำหรืออากาศเย็น ผมร่วง มีแผลในปาก
    • อาการทางข้อและกล้ามเนื้อ เป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุด ส่วนใหญ่เป็นอาการปวดข้อมากกว่าลักษณะข้ออักเสบ มักเป็นบริเวณข้อเล็กๆ ของนิ้วมือ ข้อมือ ข้อไหล่ ข้อเท้า หรือข้อเข่า เป็นเหมือนๆ กันทั้ง 2 ข้าง ร้อยละ 17-45 พบอาการปวดกล้ามเนื้อ
    • อาการทางไต ผู้ป่วยบางรายมาพบแพทย์ด้วยอาการทางไตเป็นอาการนำ อาการแสดงที่สำคัญของไตอักเสบจากลูปัส ได้แก่ บวม ปัสสาวะเป็นฟอง ตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะ ความดันโลหิตสูง
    • อาการทางระบบเลือด อาการที่พบได้แก่ อ่อนเพลียหน้ามืดจากภาวะซีด เม็ดเลือดขาวต่ำ ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย และเกร็ดเลือดต่ำ อาจพบจุดจ้ำเลือดออกตามตัวได้
    • อาการทางระบบประสาท อาการที่พบได้ คือ อาการชักและอาการทางจิต นอกจากนี้อาจมีอาการปวดศรีษะรุนแรง หรือมีอ่อนแรงของแขนขา อาจพบได้ในระยะที่โรคกำเริบ
    • อาการทางปอดและเยื่อหุ้มปอด อาการที่พบบ่อย คือ เยื่อหุ้มปอดอักเสบ อาการแสดงคือเจ็บหน้าอก โดยเฉพาะเวลาหายใจเข้าสุด ตรวจพบมีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด บางรายมีอาการปอดอักเสบซึ่งต้องแยกจากปอดอักเสบติดเชื้อ
    • อาการทางระบบหัวใจและหลอดเลือด ที่พบบ่อยคือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ซึ่งมักพบร่วมกับเยื่อหุ้มปอดอักเสบ ผู้ป่วยจะมาด้วยอาการ เจ็บหน้าอก มีน้ำในช่องเยื่อหุ้มหัวใจ เหนื่อยง่าย โรคหลอดเลือดหัวใจส่วนใหญ่เป็นผลมาจากภาวะหลอดเลือดแข็งจากการได้รับยาสเตียรอยด์นานๆ นอกจากนี้ภาวะความดันโลหิตสูง ก็เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยจากไตอักเสบเรื้อรัง และจากการได้รับยาสเตียรอยด์
    • อาการทางระบบทางเดินอาหาร ไม่มีอาการที่จำเพาะสำหรับโรคลูปัส อาการที่พบบ่อย ได้แก่ คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดท้อง ซึ่งเป็นผลจากการใช้ยารักษาโรคลูปัส เช่น NSAIDS ยาสเตียรอยด์ อาการยังคงอยู่ได้แม้จะหยุดยาไปเป็นสัปดาห์

    สาเหตุของ โรคSLE

    ในปัจจุบัน ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรคเอสแอลอีแน่ชัด แต่จากหลักฐานทางการวิจัยพบว่า โรคนี้มีความเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์, ฮอร์โมน และการติดเชื้อโรค (โดยเฉพาะเชื้อไวรัส) นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยบางอย่างที่ทำให้ผู้ป่วยที่เป็นหรือมีโอกาสเป็นโรคเอสแอลอี มีอาการรุนแรงขึ้น เช่น แสงแดด โดยเฉพาะแสงอุลตร้าไวโอเลต การตั้งครรภ์ และยาบางชนิด
    1. พันธุกรรม พบว่าในแฝดจากไข่ใบเดียวกันมีโอกาสเกิดโรคนี้ถึงร้อยละ 30-50 และร้อยละ 7-12 ของผู้ป่วยเอสแอลอี เป็นญาติพี่น้องกัน เช่น แม่และลูกสาว หรือในหมู่พี่น้องผู้หญิงด้วยกัน
    2. ติดเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรีย แต่จนถึงปัจจุบัน ยังไม่สามารถค้นพบเชื้อแบคทีเรียและไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคนี้ได้
    3. ฮอร์โมนเพศโดยเฉพาะเอสโตรเจน โรคที่พบมากในสตรีวัยเจริญพันธุ์ บ่งชี้ว่าน่าจะมีความสัมพันธ์กับฮอร์โมนเพศ นอกจากนี้ความรุนแรงของโรคยังแปรเปลี่ยนตามการมีครรภ์ ประจำเดือน และการใช้ยาคุมกำเนิด
    4. แสงแดดและสารเคมี ยาบางอย่างเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรม โรคแสดงอาการของโรคนี้ได้

    การรักษา

    ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาใดที่ทำให้หายขาดได้ แต่การปฏิบัติตัวที่ดี การเลือกใช้ยาที่ถูกต้องทั้งชนิด ขนาด และช่วงเวลาที่เหมาะสม จะสามารถควบคุมอาการของโรคนี้ได้ การรักษาด้วยยายากลุ่ม NSAIDS และยาต้านมาลาเรีย (คลอโรควีนและไฮดรอกซีคลอโรควีน) ในผู้ป่วยที่มีอาการเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่มีปัญหาต่อการดำเนินชีวิตประจำวันมากนัก เช่น ผู้ป่วยที่มีอาการอย่างโรคตามทางผิวหนัง มีผื่นที่หน้า ปวดข้อและปวดกล้ามเนื้อ โดยที่ผลการตรวจทางปัสสาวะปกติ อย่างไรก็ตามในกรณียาเหล่านี้ควบคุมอาการไม่ได้ อาจให้ยาสเตียรอยด์ในขนาดต่ำๆ (prednisolone < 10 มิลลิกรัม /วัน) ร่วมด้วย เมื่อควบคุมโรคได้จึงค่อยลดยาลง
    ยาสเตียรอยด์ เช่น prednisolone เป็นยาหลักที่ใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการอักเสบของอวัยวะสำคัญต่างๆ จากโรคลูปัส แพทย์จะปรับขนาดของยาตามอาการและผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ถ้าไม่ได้ผลอาจต้องให้ยากดระบบภูมิคุ้มกันอื่นๆ ร่วมด้วย

    ปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อป่วยเป็น โรคSLE

    1. ในระยะแรกต้องได้รับการรักษาด้วยยา ต้องรับประทานยาตามขนาดและระยะเวลาที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด
    2. ควรพยายามอย่าให้ผิวหนังถูกแสงแดดโดยตรง ควรใส่หมวกปีกกว้าง กางร่ม และสวมใส่เสื้อแขนยาวเวลาที่จำเป็นต้องออกแดด
    3. ทำจิตใจให้สบาย ไม่ควรเครียด ถ้อถอย เศร้าใจ หรือกังวลใจ เพราะทำให้อาการกำเริบได้ ควรมีกำลังใจและมีความอดทนต่อการรักษา
    4. เสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารประเภท เนื้อสัตว์ ไข่ นม ผักและผลไม้ต่างๆ มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้พอเพียง
    5. เนื่องจากผู้ป่วยเอสแอลอี มีโอกาสติดเชื้อโรคได้ง่ายจึงต้องคอยระวังตัว ไม่เข้าใกล้ผู้อื่นที่กำลังเป็นโรคติดต่อ เช่น โรคหวัด พยายามไม่อยู่ในที่ผู้คนแออัด นอกจากนี้อาหารที่รับประทานทุกชนิดควรเป็นอาหารที่สะอาดและต้มสุกแล้ว
    6. ทำตามคำแนะนำของแพทย์ พยาบาล และไปรับการตรวจตามนัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อประโยชน์ในการรักษาและประเมินความรุนแรงของโรค และผลการรักษาแพทย์จะได้พิจารณา ให้การรักษาได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
    7. ไม่ควรเปลี่ยนแพทย์ผู้รักษาบ่อยๆ เพราะแพทย์คนใหม่อาจจะไม่ทราบรายละเอียดของอาการเจ็บป่วย ทำให้เกิดความล่าช้าในการวินิจฉัยและการรักษา อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน หรืออาจเป็นอันตรายได้
    8. ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง เพราะจะมีโอกาสแพ้ยาได้บ่อยและรุนแรงกว่าคนธรรมดา
    9. ไม่ควรเพิ่มหรือลดขนาดยาเอง
    10. ถ้ามีอาการผิดปกติ มีไข้ หรือไม่สบาย ควรรีบกลับไปปรึกษาแพทย์ผู้รักษาทันที หรือหากจะไปหาแพทย์อื่น ควรนำยาที่กำลังรับประทานอยู่ไปให้แพทย์ดูด้วยทุกครั้ง เพื่อว่าแพทย์จะได้จัดยาได้ถูกต้องและสอดคล้องกับยาประจำที่รับประทานอยู่
    11. ผู้ป่วยหญิงที่แต่งงานแล้ว ไม่ควรมีบุตรในระยะที่โรคกำเริบ เพราะจะเป็นอันตรายต่อแม่และเด็กในครรภ์ ไม่ควรใช้ยาคุมกำเนิด เพราะอาจจะทำให้อาการของโรคกำเริบขึ้น ควรเลี่ยงใช้วิธีอื่น­ๆ แทนโดยการปรึกษาแพทย์ ผู้ป่วยจะสามารถตั้งครรภ์ได้ เมื่อพ้นระยะที่โรคมีความรุนแรงแล้ว แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการตั้งครรภ์และขณะตั้งครรภ์ควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์

    โรคSLE คุณตั๊กกับการใช้มะโฮ เบต้ากลูแคน จากที่เคยคิดฆ่าตัวตาย ตอนนี้ดีขึ้นแล้วและกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ
    case review SLE_maho betaglucan

    สวัสดีค่ะ เป็นอีกหนึ่งคนที่ทานมะโฮแล้วผลลัพธ์ออกมาดีมากค่ะ แนะนำตัวก่อนเลยนะคะ ชื่อตั๊กค่ะ อายุ28ปี ป่วยเป็นโรคSLEหรือแพ้ภูมิตัวเองค่ะ เริ่มแรกเมื่อ 15 พ.ย. 2556 มีอาการปวดหัว มีไข้สูง วูบบ่อยๆ พอทานยาอาการดีขึ้น แต่สักพักก็กลับมาเป็นไข้อีก ไปหาหมอหลายที่มากแต่ก็ไม่หาย ที่สำคัญเป็นมาเป็นเดือนๆยังไม่หาย จนคุณแม่พาไปหาหมอที่คลินิกใกล้บ้าน หมอท่านนี้เก่งมาก มองหน้าปุ๊บก็บอกให้เจาะเลือดเลย แล้วให้รอผลเลือดตอนเย็น ตอนเย็นคุณหมอโทรมาบอกว่า”คุณซีดมากเลยนะ คุณต้องไปให้เลือดเพราะเลือดคุณมีแค่ 19 % ซึ่งปกติคนเราต้องมีเลือด 34-36% คุณต้องรีบไปให้เลือดนะ” วันนั้นก็อึ้งๆไปเลยค่ะ ก็เลยโทรไปบอกคุณแม่ตามที่คุณหมอบอก ก็ต้องรอวันจันทร์อีกเพราะรพ.ปิดเสาร์-อาทิตย์ ทำไงดีๆ จนเช้าวันอาทิตย์ตื่นขึ้นมาแม่ทักก่อนเลยค่ะว่าไหวมั๊ย แล้วก็วูบไปค่ะ วันที่ 22 ธ.ค. 2556 ก็เลยได้แอดมิทที่รพ.สิรินธรด้วยอาการซีดเกร็ดเม็ดเลือดแดงแตก ตอนแรกก้องงๆนะคะว่าเป็นได้ไง จนวันที่จะออกจากรพ.คุณหมอบอกว่า คุณต้องไปตรวจSLEนะ ยิ่งงงไปใหญ่เลยSLEคืออะไร นึกไปนึกมาโรคพุ่มพวงนี่นา แล้วพุ่มพวงก็เสียด้วยโรคนี้ คราวนี้ยิ่งทำให้กลัวไปใหญ่เลยค่ะ พอกลับมาบ้านได้1สัปดาห์ก็เริ่มมีอาการเบลอๆ เพ้อๆ พูดคนเดียว เหม่อลอย ซึมๆ แล้วก็ชักและเป็นอัมพาต 2 วัน จนต้องเข้าฉุกเฉินที่รพ.จุฬา คุณหมอก็ทำการตรวจด้วยCT SCAN ,MRI, เจาะเลือด,เจาะไขสันหลัง,ตรวจคลื่นสมองไฟฟ้า, อะไรทีเค้าว่าน่ากลัวๆแพงๆได้ทำหมดค่ะ จนคุณหมอให้แอดมิทอีกรอบและตรวจอย่างละเอียด คุณหมอบอกว่าเข้าข่ายเป็นSLEนะ ตอนนั้นน้ำตาร่วงเลยค่ะ กลัวตาย อยากอยู่กับพ่อแม่นานๆ พออาการเริ่มดีขึ้น คุณหมอก็จ่ายยาให้เยอะมากๆ เป็นยากดภูมิและแก้อักเสบของอวัยวะต่างๆ พอกลับมาที่บ้านสังเกตดูตัวเองว่าทำไมแขนขามันลีบ แต่ท้องป่องๆ แถมขาก้อไม่ค่อยมีแรง ต้องหัดเดินอีก แถมไอ้ที่ท้องป่องๆก็ไม่ยุบด้วย ไม่ถ่าย ไม่ผายลม เหมือนลูกโป่ง กินไปแล้วพออาหารย่อยท้องก็ไม่ยุบ ผิวก็คล้ำป็นขรุเหมือนรังแค พอลูบทีร่วงเหมือนเกร็ดหิมะ ส่องกระจกดูสารรูปตัวเอง ร้องไห้ทุกวัน อยากตายทุกวัน รับสภาพที่ตัวเองเป็นไม่ได้ แม่เห็นเราท้อแม่ก็สงสาร เพราะร้องไห้และบ่นอยากจะตายทุกวัน บอกแม่ว่าคราหน้าถ้าหนูเป็นอีกให้หนูตายไปเลยนะ มันทรมาน พอผ่านไป 10 วัน ด้วยอาการที่ไม่ถ่ายเลย ไม่ผายลม แม่ก็สรรหายาระบายทุกชนิดมาให้ทานก็ไม่ถ่าย ท้องก็ป่องขึ้นๆเหมือนคนท้อง ทุกๆวันต้องกังวนกับการขัยถ่าย บางครั้งต้องบังคับให้ตัวเองถ่ายด้วยการเบ่ง ซึ่งไม่ดีเลย ทำให้ปวดหัวมาก แม่สงสารเรามากก็สรรหาสารพัดอาหารเสริมมาให้กิน เพื่อที่เราจะได้หายแพงบ้างถูกบ้าง แต่ก็ไม่ดีขึ้น จนเจ้านายของแม่บอกว่าลองเอานี่ไปกินดูสิ เค้าบอกว่าดีนะ ตอนแรกก็ไม่กินค่ะโมโหก็คิดว่านี่เราคนป่วยนะยังจะให้เป็นหนูทดลองยาอีกที่เป็นอยู่ก็ทรมานอยู่แล้ว จะเอาอะไรอีก ก็เอาเจ้ามะโฮมาตั้งโชว์อยู่อาทิตย์นึง จ้องกันไปจ้องกันมสเหมือนโดนสะกดจิต ก็เลยคิดว่า เอาวะไหนๆก็ไหนๆละ ลองดูก็ได้ เกิดแค่ตาย ก็เลยลองทานค่ะ ปรากฏว่าทานไปซองแรกผายลมทั้งวันและถ่ายแบบท้องผูกมากถึงมากที่สุด 5 ครั้งในวันเดียว พอได้ผายลมก็เริ่มสบายท้องขึ้น ขากที่ไม่ผายลม ไม่ถ่ายมา 15 วัน ก็เริ่มๆคิดละว่าเฮ้ยไอ้มะโฮมันเจ๋งนะ เลยทานต่อเรื่อยๆ จนครบกำหนดที่หมอนัด ก็ไปพบหมอเพื่อตรวจดูผลเลือดว่าดีขึ้นมั๊ย ผลเลือดดีค่ะ แต่ยังไม่คิดว่าที่ผลเลือดดีเพราะอะไร จนทานไปได้ 1 เดือน เริ่มสังเกตตัวเองว่าขาเรามีแรงขึ้นนะ วิ่งออกกำลังกายได้สบายๆ จากผิวแห้งๆเป็นขรุยๆก็หายไป พอเริ่มทานได้ 2 เดือน แม่เริ่มทักวันดูดีขึ้นกว่าเก่าเยอะ ผิวดูดีขึ้นขาวขึ้น ทีนี้ครบกำหนดหมอนัดตรวจเลือด พอเจอคุณหมอ คุณหมอทักเลยว่าดูดีขึ้นนะ แอบดีใจนิดๆ และผลเลือดก้อออกมาดีค่ะ พอทานเข้าเดือนที่ 3 ชักเริ่มติดใจ ผิวก็สวย สุขภาพก็ดี แก้มมีเลือดฝาดจากปกติไม่มี ตาใสมาก ขับถ่ายปกติ นอนหลับสบาย ทานอีกๆจนเดือนที่ 4 ไปพบคุณหมออีก ตรวจเลือดผลเลือดออกมาดี ดีทุกอย่างเลย ตับดี ไตดี คุณหมอก็เลยบอกว่าน้อยคนนะจะได้ลดยาเร็วขนาดนี้ จากสเตียรอย 12 เม็ดเหลือ 3 เม็ดเนี่ย เราก็แอบยิ้มๆนะ คราวหน้าหมอให้ตรวจน้ำตาลในเลือดนะ เพราะน้ำหนักคุณขึ้น เอาล่ะทีนี้ทำไงดีๆ ผลเลือดดี แต่น้ำตาลในเลือดนี่สิแย่แล้วของหวานนี่ขาดไม่ได้เลย สงสัยต้องงดละ เริ่มวันนี้เลยละกัน พอบอกว่าให้งดของหวาน ก็ผลัดวันแล้ววันเล่า ก็ทำไม่ได้แถมหนักกว่าเดิม ทั้งเช้า กลางวัน เย็น เผลอๆมีก่อนนอน ตายแล้วๆพุ่งนี้ตรวจน้ำตาลในเลือด ซวยแล้วๆ โดนคุณหมอว่าแน่ๆ ปรากฎว่าน้ำตาลไม่ขึ้นค่ะ คุณหมอบอกว่าผลเลือดดี ตับดี ไตดี แสดงว่าไม่กินขนมเลยนะเนี่ย ที่ไหนได้จัดหนักๆเลยค่ะหมอ แล้วคุณหมอก็ลดยาให้เหลือ 2 เม็ด พอทานเข้าเดือนที่ 5 ก้อไปตรวจน้ำตาลอีก น้ำตาลก็ไม่ขึ้น แถมได้ลดยาเหลือ 1 เม็ด ก็แปลกใจว่าทำไมนะ พอเล่าให้พี่คนขายฟัง พี่เค้าบอกว่ามะโฮช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือด โห…มันเจ๋งอะ ไปหาหมอทุกครั้ง คุณหมอชอบถามว่า ปวดข้อมั๊ย เพลียมั๊ย เหนื่อยมั๊ย มีผื่นรึเปล่า ที่ว่ามาทั้งหมดไม่มีอาการเลยค่ะ คุณหมอจะชอบย้ำนะคะว่า เวลาออกแดดให้ใช้ครีมกันแดดนะ หลีกเลี่ยงแดด เดี๋ยวโรคกำเริบ เราก็ได้แต่ค่ะแล้วก็ยิ้ม อยากจะบอกเลยนะคะว่า ตั้งแต่กินมะโฮได้ 3 เดือน ท้าทายแดดตลอด ทำในสิ่งที่คุณหมอห้าม ทานทุกอย่างที่ขวางหน้า ใช้ชีวิตปกติ ไม่มีอาการกำเริบจนปัจจุบัน ตอนนี้เป็นSLEได้ 6 เดือนแล้ว สุขภาพแข็งแรง ล่าสุดที่พบคุณหมอ คุณหมอบอกว่าสดใสมากเลย เดือนหน้าจะถอดยาสเตีรอยออกละนะ ดีใจมากๆค่ะ ทุกวันนี้สุขภาพกายและใจดีมากๆ มีความสุขมากๆค่ะ เพื่อนๆก็ทักนะคะว่าไม่เหมือนคนป่วยเลย เหมือนคนอ้วนขึ้นมากกว่า ผิวก็สวย หน้าใสมาก ไปทำไรมา ปลื้มมากๆค่ะ เพื่อนๆแม่ที่ทำงานก็บอกว่าน่ารักขึ้น มันดีจริงๆนะคะ ไม่ได้โม้เลยค่ะ ทุกวันนี้แทบขาดมะโฮไม่ได้เลย ยอมรับเลยค่ะจากเมื่อก่อนหมดหวังแล้ว ถ้าตายตอนนั้นคงไม่ได้เจอมะโฮ พอได้ลองเค้า มันดีจิงๆ พอเราดีขึ้น สดใสขึ้น ร่าเริงขึ้น คนรอบข้างก็มีความสุขค่ะ ตอนนี้ใช้ชีวิตแทบจะเหมือนคนไม่ป่วยเกือบ 100% ทำกิจกรรมทุกอย่างได้ คนที่คิดอยากจะลองทานก็ไม่เสียหายนะคะ เพราะมันมาจากธรรมชาติ ปกติโดยส่วนตัวถ้าทานอาหารเสริมที่เป็นสารสังเคราะห์ ตัวจะดำขึ้นมาก เพนสะตับและไตทำงานหนักเกินไปค่ะ แต่พอทานมะโฮไม่มีอาการนั้นเลยค่ะ เพื่อสุขภาพกายและใจที่ดี เป็นอีกหนึ่งเสียงและอีกหนึ่งกำลังใจนะคะ สู้ๆค่ะ ^^ ขอบคุณมะโฮมากๆค่ะ

    คุณน้ำ เป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง(SLE) ก่อนหน้านี้อาการค่อนข้างรุนแรงคือไตเริ่มมีปัญหา ตัว แขน ขา หน้าบวม ร่างกายอ่อนแอ ส่วนหนึ่งมาจากการใช้ยากดภูมิเป็นระยะเวลานานด้วย จึงเริ่มมาหาข้อมูลตามเน็ต เริ่มศึกษาข้อมูลมะโฮ เริ่มทานได้ต่อเนื่อง 3 เดือน ปัจจุบันร่างกายแข็งแรง สดชื่น ตัวเบา ตรวจสุขภาพ ค่าเลือด ดีหมดทุกอย่าง  อาการค่อยๆ ดีขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้นตามลำดับ

    เสียงขอบคุณจากผู้ใช้มะโฮ เบต้ากลูแคน พี่แดงป่วยโรคSLE, ตับอักเสบและไมเกรน

    โรคSLE พี่แดงกับอาการป่วยโรคแพ้ภูมิตัวเอง นอนอยู่บนเตียง 3 เดือนเกือบไม่รอด มีอาการปวดและบวม ตามตัว หน้าคล้ำ ออกแดดไม่ได้ เป็นแผลที่บริเวณขา ปวดหัวไมเกรน ร่วมด้วย ก่อนหน้าไปหาหมอเป็นประจำทุกวันและรับประทานยาแพทย์แผนปัจจุบันไม่ได้เนื่องจากทานยาปฏิชีวนะตัวจะบวม หลังจากรับประทานมะโฮแล้วดีขึ้นเป็นลำดับและสามารถใช้ชีวิตได้ปกติสุขขึ้นตามลำดับ หลังจากที่ป่วยทรมานจากโรคมานาน

    การทำงานของเบต้ากลูแคน มะโฮ

    เบต้ากลูแคนจะปรับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายโดยให้ระบบภูมิคุ้มกัน (เม็ดเลือดขาว) ของร่างกายทำงานได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ จากภูมิคุ้มกันทำงานผิดเพี้ยน โดยจะไปลดสาร Cytokine IL-4 และ IL-5 ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการภูมิแพ้ อีกทั้งควบคุมไม่ให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานมากเกินไป ดังนั้นเบต้ากลูแคน(อาหารจากธรรมชาติ)จึงไม่มีความเป็นพิษเลยแม้แต่น้อย ซึ่งต่างกับการรักษาในแผนปัจจุบันทั่วไปคือ ให้ยากดภูมิต้านทานไม่ให้ทำงาน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อคนไข้ และมักจะเป็นพิษหรือส่งผลร้ายต่อร่างกายถ้าใช้ขนาดสูงๆ เบต้ากลูแคน จึงให้ประโยชน์อย่างยิ่งยวดกับคนไข้ที่เป็นโรคภูมิแพ้หรือภูมิต้านทานทำลายตนเอง

    การรับประทานเบต้ากลูแคน และการแนะนำ สำหรับผู้ป่วยโรคSLE

    สำหรับโรคSLE แนะนำเริ่มต้น 13,750 บาทครับ  มี 6 กล่อง ให้ทานวันละ 3-5 ซอง สำหรับผู้ที่อาการรุนแรงหรือแอ็ดมิท  แนะนำให้ทาน 3 เดือนขึ้นไป  อาการจะดีขึ้นเรื่อยๆตามลำดับ  หลังจากนั้นสามารถลดเหลือ 2 ซองและ 1 ซองได้ตามลำดับ คุณหมอจะลดยาลงมาจนหยุดยาหมอได้  ปรึกษาเพิ่มเติม สอบถามได้ครับ O94-612-2800 LINE ID: betaglucan-maho คุณโอห์ม
กำลังดู 1 ข้อความ - 1 ผ่านทาง 1 (ของทั้งหมด 1)
ตอบกลับไปยัง: โรคSLE โรคแพ้ภูมิตัวเอง รักษาทางเลือก มะโฮ เบต้ากลูแคนจากยีสต์ดำ
ข้อมูลของคุณ: